ตอนนี้แอปของคุณเก็บข้อมูลได้จริงแล้ว และข้อมูลก็ยังอยู่หลังรีเฟรช
แต่ถ้าใช้ไปสักพัก คุณจะเจอปัญหาใหม่ทันที ข้อมูลบางรายการพิมพ์ผิด บางรายการไม่ต้องการแล้ว หรือบางครั้งข้อมูลเริ่มเยอะจนหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ
แอปที่เก็บข้อมูลได้ แต่แก้ไม่ได้ ยังไม่ใช่แอปที่ใช้จริงสบาย
ลองนึกถึง spreadsheet ที่คุณเพิ่มข้อมูลได้อย่างเดียว
ถ้าพิมพ์ผิดแล้วแก้ไม่ได้ ลบไม่ได้ หรือค้นหาอะไรไม่เจอ มันจะเริ่มน่าหงุดหงิดเร็วมาก แอปของคุณก็เหมือนกัน
ดังนั้นบทนี้เราจะเพิ่มความสามารถ 3 อย่างทีละขั้น:
- แก้ไขข้อมูลเดิม
- ลบข้อมูลที่ไม่ต้องการ
- ค้นหาหรือกรองข้อมูลที่อยากดู
สิ่งสำคัญที่สุดของบทนี้คือ อย่าทำพร้อมกันทั้งหมด ส่งทีละ prompt แล้วทดสอบทีละรอบ
บทนี้ไม่ได้สอนเรื่องซับซ้อนอะไรใหม่มาก มันคือการทำให้แอปของคุณใช้กับข้อมูลจริงได้เหมือนสมุดหรือ spreadsheet ที่คุณคุ้นเคย คือเขียนได้ แก้ได้ ลบได้ และหาของเจอ
ขั้นที่ 1 — เพิ่มความสามารถในการแก้ไขข้อมูล
เริ่มจากสิ่งที่เจอบ่อยที่สุดก่อน คือพิมพ์ผิดหรืออยากเปลี่ยนข้อมูลเดิม
ใช้ prompt นี้:
เพิ่มความสามารถในการแก้ไขรายการค่าใช้จ่ายที่บันทึกไว้แล้ว
เมื่อกดที่รายการ ให้เปิด form แก้ไขที่มีข้อมูลเดิมอยู่
เมื่อกดบันทึก ให้แก้ไขข้อมูลใน database
ไม่เปลี่ยน design หรือฟังก์ชันอื่นที่มีอยู่แล้ว
หลังจาก AI ทำเสร็จ ให้ทดสอบแบบนี้:
- เลือกรายการค่าใช้จ่ายที่มีอยู่แล้ว 1 รายการ
- เปลี่ยนชื่อหรือจำนวนเงินของรายการนั้น
- กดบันทึก
- ดูว่ารายการบนหน้าจอเปลี่ยนตามหรือยัง
- รีเฟรชหน้า แล้วเช็กอีกครั้งว่าการแก้นั้นยังอยู่
ถ้าหลังรีเฟรชแล้วยังเป็นข้อมูลใหม่อยู่ แปลว่าการแก้ไขไม่ได้แค่เปลี่ยนบนหน้าจอ แต่มันถูกบันทึกจริงแล้ว
นี่คือจุดสำคัญมาก เพราะข้อมูลจริงในโลกไม่เคยสมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก แอปที่ใช้จริงได้ต้องยอมให้คนกลับมาแก้สิ่งที่เคยบันทึกไว้ได้
ขั้นที่ 2 — เพิ่มความสามารถในการลบ
ต่อไปคือข้อมูลบางรายการอาจไม่ต้องมีแล้ว เช่น เพิ่มผิด หรือไม่อยากเก็บไว้
ใช้ prompt นี้:
เพิ่มปุ่มลบในแต่ละรายการค่าใช้จ่าย
เมื่อกดลบ ให้ถามยืนยันก่อน แล้วลบออกจาก database
ไม่เปลี่ยน design หรือฟังก์ชันอื่นที่มีอยู่แล้ว
ตอนทดสอบ อย่าลบทุกรายการพร้อมกัน เลือกแค่ 1 รายการก่อน
- กดลบที่รายการหนึ่งรายการ
- ยืนยันการลบ
- ดูว่ารายการนั้นหายจากหน้าจอหรือยัง
- รีเฟรชหน้า แล้วเช็กว่ามันยังหายอยู่จริงหรือเปล่า
สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่แค่ “หายจากหน้า” แต่ต้องดูว่า หลังรีเฟรชแล้วมันยังไม่กลับมาอีกด้วย
เวลาทดสอบการลบ อย่าลบหลายรายการพร้อมกัน ถ้าเกิดอะไรผิดขึ้นมา คุณจะไล่ดูได้ง่ายกว่าว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
ขั้นที่ 3 — เพิ่มการค้นหาหรือกรอง
พอข้อมูลเริ่มเยอะขึ้น ปัญหาจะไม่ใช่แค่เพิ่มหรือแก้ไขอีกต่อไป แต่คือ “หาไม่เจอ”
ตรงนี้เราจะเพิ่มทั้งการค้นหาตามชื่อรายการ และกรองตามหมวดหมู่
ใช้ prompt นี้:
เพิ่มช่องค้นหาด้านบนของรายการค่าใช้จ่าย
ให้กรองรายการตามชื่อรายการแบบทันทีขณะที่พิมพ์
เพิ่มตัวเลือกกรองตามหมวดหมู่
ไม่เปลี่ยน design หรือฟังก์ชันอื่นที่มีอยู่แล้ว
หลังจาก AI ทำเสร็จ ให้ทดสอบแบบนี้:
- เพิ่มข้อมูลหลายรายการที่มีชื่อและหมวดหมู่ต่างกัน
- พิมพ์คำค้นสั้นๆ เช่น “กาแฟ” หรือ “ค่า”
- ดูว่ารายการที่ไม่เกี่ยวข้องหายไปหรือยัง
- ลองกรองตามหมวดหมู่ เช่น อาหาร หรือ เดินทาง
- รีเซ็ตการค้นหา แล้วดูว่ารายการทั้งหมดกลับมาหรือยัง
จุดสำคัญคือ ความสามารถนี้ช่วยให้แอปเริ่มรับมือกับข้อมูลจำนวนมากได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่แสดงทุกอย่างเรียงยาวลงมาอย่างเดียว
ทำไมบทนี้ต้องทำทีละ prompt
หลายคนพอเห็นว่าต้องเพิ่ม 3 อย่าง ก็อยากส่งทีเดียวให้จบ
แต่บทนี้ถ้าคุณส่งรวมกันหมด คุณจะไม่รู้ว่าอะไรทำงานแล้ว อะไรยังผิด และถ้าเกิดบางส่วนพังขึ้นมา คุณก็จะตามแก้ยากขึ้นมาก
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ:
- เพิ่ม edit แล้วทดสอบ
- เพิ่ม delete แล้วทดสอบ
- เพิ่ม search/filter แล้วทดสอบ
แบบนี้คุณจะรู้ทุกก้าวว่าแอปของคุณยังมั่นคงอยู่
ในบทที่เกี่ยวกับข้อมูล การรีเฟรชคือคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุด ถ้าหลังรีเฟรชแล้วยังเหมือนเดิม แปลว่าของนั้นถูกเก็บจริงแล้ว
สำหรับแอปของคุณเอง
ลองถามตัวเองว่า แอปของคุณตอนนี้ให้คนทำอะไรกับข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วได้บ้าง
ถ้าตอนนี้ยังเพิ่มได้อย่างเดียว บทนี้คือสิ่งที่ขาดอยู่พอดี ไม่ว่าจะเป็นแอปโน้ต แอปติดตามงาน หรือแอปจองคิว หลักเหมือนกันหมด คือข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ควรแก้ได้ ลบได้ และหาง่ายขึ้นเมื่อเริ่มมีเยอะ
คุณเพิ่งทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง
- คุณทำให้ข้อมูลที่บันทึกไว้กลับมาแก้ไขได้แล้ว
- คุณลบข้อมูลที่ไม่ต้องการออกจาก database ได้แล้ว
- คุณเพิ่มการค้นหาและการกรอง เพื่อให้หาเรื่องที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
- แอปของคุณเริ่มเป็นเครื่องมือที่ใช้กับข้อมูลจริงได้ครบขึ้นมากแล้ว
บทต่อไป เราจะไปดูสิ่งที่คนเริ่มสงสัยเมื่อแอปใช้ข้อมูลจริงแล้ว เช่น ถ้ากรอกไม่ครบจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าข้อมูลซ้ำล่ะ แล้วของฟรีมีขีดจำกัดตรงไหนบ้าง