บทที่ 1 ⏱ 15 นาที

เริ่มจากปัญหา ไม่ใช่ฟีเจอร์

คุณผ่านคอร์สแรกมาแล้ว เลยรู้แล้วว่า AI สร้างแอปได้จริง

แต่พอถึงเวลาจะสร้างของตัวเอง หลายคนกลับติดตรงเดิมอีกแบบ: ไม่ใช่ทำไม่เป็น แต่ไม่รู้จะเริ่มคิดจากตรงไหน


ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ยังไม่มี prompt”

ส่วนใหญ่จังหวะที่ตัน ไม่ได้เกิดเพราะคุณเขียน prompt ไม่เก่ง

มันเกิดเพราะไอเดียในหัวกว้างเกินไป เช่น “อยากทำแอปการเงิน” หรือ “อยากทำแอปสุขภาพ” ซึ่งยังไม่ชัดพอจะสร้างอะไรจริงได้

แอปที่เริ่มได้ง่าย มักไม่ได้เริ่มจากฟีเจอร์ แต่มาจากปัญหาที่เฉพาะพอ

💡 ลองคิดดู

ถ้าตอนนี้คุณยังพิมพ์ prompt ไม่ออก อาจไม่ใช่เพราะคุณคิดไม่ออก แต่อาจเป็นเพราะคุณยังตอบไม่ได้ว่าแอปนี้จะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร


ใช้ 3 คำถามนี้ก่อนคิดเรื่องฟีเจอร์

ก่อนจะพิมพ์อะไรลงใน Lovable ลองตอบ 3 คำถามนี้ก่อน:

  1. ใครมีปัญหานี้?
  2. ปัญหาคืออะไรใน 1 ประโยค?
  3. ถ้ามีแอปนี้ เขาจะใช้มันช่วยยังไง?

ถ้าตอบได้ครบ คุณยังไม่ต้องมีฟีเจอร์ครบ ไม่ต้องมีดีไซน์ ไม่ต้องมีชื่อแอปสวยๆ ก็เริ่มได้แล้ว


ตัวอย่างก่อน — ถ้ายังไม่มีไอเดีย ลองใช้แอปติดตามค่าใช้จ่าย

ลองดูความต่างระหว่าง 2 แบบนี้

แบบที่ยังกว้างเกินไป อยากสร้างแอปจัดการเงิน

แบบที่เริ่มสร้างได้ ฉันใช้เงินไปทั้งเดือนแต่ไม่รู้ว่าหมดไปกับอะไร ฉันอยากมีแอปที่ช่วยจดรายจ่ายทุกครั้งที่จ่าย แล้วดูยอดรวมได้ทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ไอเดียเริ่มเปลี่ยนจาก “หมวดหมู่ของแอป” เป็น “ปัญหาจริงในชีวิต”

ลองแยกด้วย 3 คำถาม:

ใครมีปัญหานี้? ตัวเราเอง หรือคนที่ใช้เงินทุกวันแต่ไม่เคยรู้ภาพรวมของรายจ่าย

ปัญหาคืออะไร? เงินค่อยๆ หายไป แต่ไม่รู้ว่าหายไปกับอะไร

แอปจะช่วยยังไง? ช่วยให้จดรายจ่ายได้ง่าย และเห็นยอดรวมได้เร็ว

นี่แหละโจทย์ที่สร้างต่อได้

สังเกตว่าเรายังไม่ได้พูดถึงกราฟ หมวดหมู่ สี หรือหน้าตาแอปเลย แต่เรารู้แล้วว่าแอปนี้มีไว้ทำไม


สำหรับไอเดียของคุณเอง ให้ทำแบบเดียวกัน

ตอนนี้ไม่ต้องถามว่าแอปควรมีฟีเจอร์อะไรบ้างก่อน

ให้ถามก่อนว่า ใครกำลังเจออะไรที่น่าหงุดหงิด เสียเวลา หรือจัดการยากอยู่ แล้วแอปของคุณจะช่วยให้ชีวิตเขาง่ายขึ้นยังไง

ตัวอย่างของโจทย์ที่เริ่มได้ดี:

  • ฉันลืมนัดบ่อย เลยอยากมีแอปที่ช่วยจดนัดและดูนัดวันนี้ให้ชัด
  • ฉันไม่รู้ว่าสินค้าไหนขายดี เลยอยากมีแอปที่ช่วยจดออเดอร์แล้วดูว่าสินค้าไหนขายบ่อย
  • ฉันชอบลืมว่ากินอะไรไปบ้าง เลยอยากมีแอปที่ช่วยจดมื้ออาหารในแต่ละวัน

จุดร่วมของตัวอย่างพวกนี้คือ มันเริ่มจากสถานการณ์จริง ไม่ใช่จากคำกว้างๆ

⚠️ อย่าเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่เกินไป

ถ้าคุณเริ่มจากประโยคแบบ “อยากสร้างแอปสำหรับคนทั้งประเทศ” หรือ “อยากทำแพลตฟอร์มครบวงจร” คุณจะคิดต่อยากมาก ลองย่อให้เหลือปัญหาหนึ่งอย่างของคนกลุ่มหนึ่งก่อน


ลองใช้กรอบนี้กับไอเดียของคุณ

เขียนตามนี้ได้เลย ลงกระดาษ แอปจดโน้ต หรือที่ไหนก็ได้

ใคร: [ใครมีปัญหานี้]
ปัญหา: [เขาเจออะไรอยู่]
แอปจะช่วยยังไง: [ถ้ามีแอปนี้ เขาจะทำอะไรได้ง่ายขึ้น]

ตัวอย่างแอปติดตามค่าใช้จ่าย

ใคร: คนที่ใช้เงินทุกวันแต่ไม่เคยจดรายจ่าย
ปัญหา: ไม่รู้ว่าแต่ละเดือนเงินหมดไปกับอะไร
แอปจะช่วยยังไง: ช่วยให้จดรายจ่ายได้ทันที และดูยอดรวมได้โดยไม่ต้องคำนวณเอง

สำหรับไอเดียของคุณเอง ลองเขียนตามกรอบเดียวกัน แล้วอ่านออกเสียงให้ตัวเองฟังหนึ่งรอบ

ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่ายังตอบไม่ได้ว่า “แล้วแอปนี้มีไว้ทำไม?” แปลว่ายังต้องย่ออีกนิด


ขั้นสุดท้ายของบทนี้ — เขียนให้เหลือ 2 ประโยค

เมื่อได้คำตอบจาก 3 คำถามแล้ว ให้ย่อมันเหลือแค่ 2 ประโยค

รูปแบบง่ายที่สุดคือ:

[ใคร] มีปัญหาเรื่อง [อะไร]
แอปนี้จะช่วยให้เขา [ทำอะไรได้]

ตัวอย่างแอปติดตามค่าใช้จ่าย

ฉันใช้เงินไปทั้งเดือนแต่ไม่รู้ว่าหมดไปกับอะไร
แอปนี้จะช่วยให้จดรายจ่ายแต่ละครั้งแล้วดูยอดรวมได้ทันที

สำหรับไอเดียของคุณเอง อย่าเพิ่งทำให้สวย อย่าเพิ่งทำให้ดูฉลาด เขียนให้ตรงที่สุดก่อน

บทนี้ยังไม่ต้องเปิด Lovable เพราะเป้าหมายยังไม่ใช่การสร้าง แต่คือการได้โจทย์ที่ชัดพอจะสร้าง

💡 ถ้ายังเลือกไม่ลง

ถ้าคุณมีหลายไอเดีย ให้เลือกอันที่คุณเจอปัญหานั้นเองจริงๆ ก่อน usually จะคิดต่อได้ง่ายกว่า เพราะคุณรู้รายละเอียดของปัญหาดีนที่สุด


คุณเพิ่งทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง

  • คุณแยกออกแล้วว่าอะไรคือ “ไอเดียกว้างๆ” และอะไรคือ “ปัญหาที่สร้างแอปได้”
  • คุณมีกรอบ 3 คำถามไว้ใช้กับทุกไอเดียใหม่
  • คุณเขียนโจทย์ของตัวเองให้อยู่ในรูปที่ชัดขึ้นได้แล้ว
  • คุณมี problem statement 2 ประโยคที่พร้อมเอาไปใช้ต่อในบทถัดไป

บทต่อไป เราจะเอาโจทย์ 2 ประโยคนี้มาตัดให้เหลือเวอร์ชันแรกจริงๆ ว่าอะไรต้องมี อะไรยังไม่ต้องมี และ prompt แรกของ v1 ควรหน้าตายังไง

🎉
ยินดีด้วย! คุณทำสำเร็จแล้ว

คุณมีโจทย์ที่ชัดเจนแล้ว — ปัญหาที่จะแก้ คนที่จะใช้ และวิธีที่แอปจะช่วยได้ 🎉