บทที่แล้ว คุณเห็นแล้วว่าเว็บควรมีเนื้อหาใหม่เรื่อยๆ
คำถามถัดมาที่เจ้าของธุรกิจมักถามทันทีคือ แล้วถ้าจะเพิ่มของใหม่ ฉันต้องสร้างหน้าใหม่เองทุกครั้งเหรอ
คำตอบคือ ไม่จำเป็น
CMS คือสิ่งที่ทำให้คุณอัปเดตเว็บได้ โดยไม่ต้องรื้อเว็บ
CMS ย่อมาจาก Content Management System
แต่สำหรับคอร์สนี้ ไม่ต้องจำชื่อนี้ก็ได้
ให้คิดง่ายๆ ว่า มันคือพื้นที่ที่คุณเอาไว้ “ใส่เนื้อหาใหม่” แล้วให้เว็บไซต์ดึงไปแสดงเอง
ภาพที่ช่วยจำที่สุดคือ
- ดีไซน์เว็บ = กรอบรูป
- เนื้อหาใน CMS = รูปที่คุณเอาใส่ในกรอบ
คุณไม่ต้องซื้อกรอบใหม่ทุกครั้งเวลาอยากเปลี่ยนรูป คุณแค่เปลี่ยนสิ่งที่อยู่ข้างใน
มันทำให้เจ้าของธุรกิจอัปเดตเว็บได้เอง โดยไม่ต้องแตะโครงเว็บเดิมทุกครั้ง
ใน Framer CMS มี 3 คำที่ควรรู้
เพื่อไม่ให้งง ให้รู้แค่ 3 คำนี้ก่อน
Collection
คือหมวดของเนื้อหา
เช่น
- Blog posts
- Promotions
- Customer stories
Item
คือเนื้อหาแต่ละชิ้นในหมวดนั้น
เช่น
- บทความ 1 ชิ้น
- โปร 1 ชิ้น
- เรื่องราวลูกค้า 1 ชิ้น
Field
คือข้อมูลแต่ละช่องที่ item นั้นต้องมี
เช่น
- หัวข้อ
- รูปปก
- วันที่
- เนื้อหา
- หมวดหมู่
พอเข้าใจ 3 คำนี้ คุณก็เริ่มเห็นภาพแล้วว่า CMS ไม่ได้ซับซ้อน มันแค่เป็นระบบจัดระเบียบเนื้อหาที่จะขึ้นบนเว็บ
สำหรับธุรกิจทั้ง 3 แบบ Blog คือจุดเริ่มที่ดีที่สุด
ในคอร์สนี้ จุดเริ่มที่ง่ายและคุ้มที่สุดคือสร้าง Blog collection
เพราะมันใช้ได้กับทุกธุรกิจ
บ้านกาแฟ
ใช้สำหรับ
- เมล็ดใหม่
- เมนูใหม่
- เรื่องกาแฟ
คลินิกหายดี
ใช้สำหรับ
- บทความให้ความรู้
- ข่าวสารคลินิก
- เคสรักษา
ปุ๊ก Photography
ใช้สำหรับ
- งานล่าสุด
- คำแนะนำก่อนถ่าย
- โปรโมชันตามฤดูกาล
เริ่มจาก blog ก่อนจะง่ายที่สุด เพราะต่อยอดได้ทั้งเรื่อง SEO, ความน่าเชื่อถือ, และการอัปเดตเว็บให้ดูมีชีวิต
ลงมือทำ — บอก Framer ให้เพิ่มระบบ Blog
ใน Framer ให้มองหาส่วนที่เกี่ยวกับ CMS หรือการจัดการ content
จาก docs ตอนนี้ Framer มีระบบ CMS collections และ CMS pages อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณกำลังหา คือพื้นที่ที่ให้สร้าง collection ใหม่ และเชื่อมมันเข้ากับหน้าที่จะแสดงรายการกับหน้ารายละเอียดของแต่ละชิ้น
ถ้าคุณอยากให้ AI ช่วยตั้งระบบนี้ตั้งแต่แรก ใช้ prompt แบบนี้ได้
เพิ่มระบบ Blog ให้เว็บไซต์
- สร้าง Blog collection ใน CMS โดยแต่ละ post มี:
- หัวข้อ
- เนื้อหา
- รูปภาพปก
- วันที่เผยแพร่
- หมวดหมู่
- สร้างหน้า Blog ที่แสดงรายการ post ทั้งหมด เรียงจากใหม่ไปเก่า
- สร้างหน้า template สำหรับแต่ละ post ที่แสดงเนื้อหาเต็ม
- เพิ่มลิงก์ไปหน้า Blog ในเมนูหลัก
ดีไซน์ให้เข้ากับเว็บเดิม
ไม่เปลี่ยนหน้าอื่นที่มีอยู่แล้ว
จุดสำคัญของ prompt นี้คือ คุณไม่ได้สั่งทำหน้าใหม่แบบแข็งๆ ทีละหน้า แต่คุณกำลังสั่งทำ “ระบบ” ที่เอาไว้เพิ่มเนื้อหาได้เรื่อยๆ
พอคุณมี Blog collection แล้ว บทความชิ้นต่อไปจะไม่ใช่งานสร้างเว็บใหม่ แต่เป็นแค่งานเพิ่ม content อีก 1 ชิ้นเข้าไป
หลังตั้งค่าเสร็จ คุณควรเห็นอะไร
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ
- มีที่เก็บ blog posts
- มีหน้า Blog รวม
- มีหน้า template สำหรับบทความแต่ละชิ้น
- มีทางเข้าหน้า Blog จากเมนู
ตรงนี้ยังไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนบทความเก่งหรือยัง
เป้าหมายของบทนี้คือให้ระบบพร้อมก่อน
เหมือนคุณกำลังเตรียมชั้นวางหนังสือก่อนเอาหนังสือเล่มแรกขึ้นไปวาง
ลองเพิ่ม post ทดลอง 1 ชิ้น
พอระบบ Blog พร้อมแล้ว ให้ลองเพิ่ม post ทดลองก่อน 1 ชิ้น
เช่น
บ้านกาแฟ
เมล็ดกาแฟใหม่ของเดือนนี้
คลินิกหายดี
5 ท่าบริหารแก้ปวดหลังง่ายๆ
ปุ๊ก Photography
เตรียมตัวยังไงก่อนถ่ายรูปรับปริญญา
สิ่งที่คุณต้องใส่มักมีแค่
- หัวข้อ
- รูปปก
- เนื้อหาสั้นๆ
- วันที่
- หมวดหมู่
จากนั้น publish แล้วดูว่ามันไปโผล่บนหน้า Blog จริงหรือไม่
แค่มี post ทดลองขึ้นบนเว็บได้จริง ก็ถือว่าบทนี้สำเร็จแล้ว รายละเอียดของการเขียน เราจะไปลงลึกในบทต่อไป
สิ่งที่บทนี้เปลี่ยนจริงๆ
ก่อนหน้านี้ เว็บของคุณอาจยังเป็นเหมือนแผ่นพับ
มีข้อมูลครบ แต่เปลี่ยนยาก และทุกครั้งที่อยากเพิ่มอะไรใหม่ ก็รู้สึกเหมือนต้องเริ่มงานใหญ่
พอมี CMS เว็บจะเริ่มเปลี่ยนเป็น “ระบบที่โตได้”
คุณไม่ได้แค่มีเว็บไซต์ แต่คุณเริ่มมีพื้นที่ที่ใส่ของใหม่เข้าไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ทำลายของเดิม
พอระบบ CMS พร้อม คุณก็เริ่มมีเว็บที่เพิ่มเนื้อหาได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องรื้อดีไซน์หรือขอให้ใครมาช่วยทุกครั้ง
คุณเพิ่งทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง
- คุณเข้าใจแล้วว่า CMS คือระบบที่ช่วยให้เพิ่มและแก้เนื้อหาบนเว็บได้ โดยไม่ต้องสร้างหน้าใหม่ทุกครั้ง
- คุณรู้จัก 3 คำหลักของ CMS: collection, item, และ field
- คุณมีโครงระบบ Blog บน Framer ที่พร้อมรับเนื้อหาใหม่แล้ว
- คุณลองเพิ่ม post ทดลองและเห็นภาพว่าเว็บไซต์จะโตต่อได้ยังไง
บทต่อไป เราจะเขียน blog post แรกของคุณจริงๆ โดยใช้หัวข้อที่ลูกค้าจะ search เจอ และใช้ AI ช่วยร่างให้คุณเริ่มได้ไวขึ้นมาก